JLPT กับวุฒิญี่ปุ่นในประเทศ ความจริงที่ซ่อนอยู่ หากไม่รู้จะเสียโอกาส

webmaster

A diverse group of professional colleagues, fully clothed in modest business attire, are engaged in a collaborative discussion around a modern conference table in a brightly lit, contemporary office. One person is presenting on a large screen, and others are actively listening and interacting, demonstrating effective intercultural communication and teamwork in a professional setting. The image should feature perfect anatomy, correct proportions, natural poses, well-formed hands, proper finger count, and natural body proportions. It is safe for work, appropriate content, fully clothed, and professional, showcasing a harmonious and productive work environment.

เริ่มต้นด้วยคำถามที่ใครหลายคนคงเคยสงสัย: ใบรับรอง JLPT ที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือกันอย่างหนักเนี่ย แท้จริงแล้วมันสำคัญแค่ไหนในสายตาของนายจ้างญี่ปุ่น หรือสถาบันการศึกษาชื่อดังกันแน่คะ?

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงภาษาญี่ปุ่นมานานหลายปี ฉันได้เห็นน้องๆ หลายคนทุ่มเทกับการสอบนี้สุดๆ จนบางครั้งก็อดตั้งคำถามในใจไม่ได้ว่า นอกจาก JLPT แล้ว ยังมีใบรับรองความสามารถภาษาญี่ปุ่นอื่นๆ อีกไหมที่เราควรให้ความสนใจ?

ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การทำงานและการใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทญี่ปุ่นยุคใหม่ไม่ได้มองหาแค่คนที่ “มีใบรับรอง” เท่านั้น แต่ยังมองหา “คนที่สื่อสารได้จริง ทำงานร่วมกับทีมได้ดี” และมีทักษะเฉพาะทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ยุคนี้คือยุคที่ “ทักษะที่ใช้ได้จริง” มีมูลค่าไม่แพ้ “กระดาษใบรับรอง” เลยทีเดียวค่ะบางคนอาจจะคิดว่า JLPT ก็เพียงพอแล้ว แต่จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น และรุ่นพี่ที่ไปเรียนต่อหรือทำงานในญี่ปุ่นมา พวกเขามีมุมมองที่หลากหลายมาก บางบริษัทให้ความสำคัญกับ BJT (Business Japanese Proficiency Test) มากกว่า เพราะเน้นทักษะการสื่อสารในเชิงธุรกิจโดยเฉพาะ หรือบางสายงานก็ต้องการผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง ควบคู่ไปกับความสามารถทางภาษาดังนั้น คำถามสำคัญคือ ใบรับรองแต่ละชนิด ไม่ว่าจะเป็น JLPT, BJT หรือ JPT มีน้ำหนักทางวิชาการและในโลกแห่งความเป็นจริงของการทำงานในญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างไร?

และเราควรจะวางแผนเส้นทางการเรียนภาษาญี่ปุ่นของเราอย่างไรให้ “คุ้มค่า” และ “ตอบโจทย์” โอกาสในอนาคตมากที่สุด? มาไขข้อข้องใจทั้งหมดนี้ไปพร้อมกันในบทความนี้เลยค่ะ

JLPT: ใบเบิกทางที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำหนักของมัน

jlpt - 이미지 1
หลายคนทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือเพื่อสอบ JLPT โดยเฉพาะ N1 และ N2 ด้วยความเชื่อมั่นว่านี่คือใบเบิกทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตในญี่ปุ่นราบรื่น ไม่ว่าจะด้านการเรียนหรือการทำงาน ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ ตอนที่เตรียมตัวสอบ N1 ครั้งแรก ฉันกดดันตัวเองมาก เพราะเพื่อนๆ รอบข้างก็ดูจริงจังกันสุดๆ เราทุกคนต่างพร่ำบอกกันว่า “N1 เท่านั้นถึงจะพอ!” แต่พอได้เข้ามาสัมผัสโลกการทำงานและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นจริงๆ ฉันกลับพบว่ามุมมองของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำ ไม่ได้ยึดติดกับใบ JLPT เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราคิด บางครั้งใบรับรองนี้เป็นเพียง “ด่านแรก” ในการคัดกรองเท่านั้น ไม่ใช่ “ข้อตัดสินสุดท้าย” ที่จะชี้ขาดอนาคตของคุณเลย และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ทั้งจากการพูดคุยกับ HR ชาวญี่ปุ่นโดยตรง และจากเพื่อนร่วมงานที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นโดยที่ไม่ได้มี JLPT N1 ด้วยซ้ำ มันทำให้ฉันฉุกคิดว่าเราอาจจะโฟกัสผิดจุดไปหรือเปล่า

1. JLPT ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไปในโลกการทำงานจริง

ลองนึกภาพตามนะคะ สมมติว่าคุณมี JLPT N1 แต่เวลาสัมภาษณ์งานจริงกลับพูดติดขัด ไม่เข้าใจสำนวนธุรกิจ หรือไม่สามารถนำเสนอไอเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายจ้างญี่ปุ่นจะรู้สึกอย่างไร?

จากที่ฉันเคยไปร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับการหานักศึกษาต่างชาติเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคลท่านหนึ่งได้พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า “JLPT N1 เป็นสิ่งที่ดีงามครับ มันช่วยให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าผู้สมัครมีพื้นฐานทางภาษา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ‘ภาษาที่ใช้ได้จริง’ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสารในทีม และความเข้าอกเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของเรา” คำพูดนี้ทำให้ฉันตาสว่างเลยค่ะ เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าใบรับรองเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการประยุกต์ใช้ภาษาต่างหากที่สำคัญกว่า ที่สำคัญคือหลายบริษัทโดยเฉพาะ SME ในญี่ปุ่นไม่ได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับ JLPT สูงส่งขนาดนั้น พวกเขาต้องการคนที่พร้อมจะเข้ามาทำงานได้ทันที ไม่ใช่แค่คนที่สอบผ่านเท่านั้น

2. ความคาดหวังของนายจ้างญี่ปุ่นในยุคใหม่

ยุคนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากค่ะ นายจ้างญี่ปุ่นเองก็ปรับตัว มองหาคนที่มีทักษะหลากหลาย ไม่ใช่แค่ภาษาดีอย่างเดียว ตอนที่ฉันมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Job Fair ที่โอซาก้า ฉันลองคุยกับตัวแทนบริษัทหลายแห่ง และพบว่าหลายบริษัทเริ่มให้ความสนใจกับ “ทักษะเฉพาะทาง” (Specialized Skills) และ “ทักษะที่อ่อนโยน” (Soft Skills) มากขึ้น เช่น ทักษะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม (Intercultural Communication), ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving), หรือแม้กระทั่งความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บางบริษัทถึงขั้นบอกว่า “ถ้าภาษาพอใช้ได้ แต่มีทักษะด้าน IT หรือการตลาดดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เราก็พร้อมพิจารณา” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า JLPT อาจเป็นแค่ก้าวแรก แต่ไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้ายในการสร้างเส้นทางอาชีพในญี่ปุ่นของเรานะคะ

เจาะลึก BJT: เมื่อภาษาญี่ปุ่นต้องแปลงเป็นเงิน

ในขณะที่ JLPT เน้นความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไป BJT หรือ Business Japanese Proficiency Test กลับมุ่งเน้นไปที่การวัดความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นในบริบททางธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันเลย หากคุณมีเป้าหมายที่จะทำงานในบริษัทญี่ปุ่นจริงๆ เพราะการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันกับการใช้ภาษาในห้องประชุม การเจรจาธุรกิจ หรือการเขียนอีเมลทางการนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนี่คือจุดที่ BJT เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ JLPT อาจยังไปไม่ถึง ตอนที่ฉันเริ่มสนใจ BJT ก็เพราะเพื่อนที่ทำงานในบริษัทเทรดดิ้งขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นคนหนึ่งแนะนำ เขาบอกว่า “ถ้าอยากให้ญี่ปุ่นเห็นว่าเราจริงจังกับงาน BJT จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากกว่า JLPT สำหรับงานสายธุรกิจโดยตรง” หลังจากนั้นฉันก็เริ่มศึกษาและพบว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆ ค่ะ

1. ทำไม BJT จึงเป็นที่ต้องการในแวดวงธุรกิจ

BJT วัดความสามารถในการเข้าใจและการใช้ภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์ทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การอ่านข่าวธุรกิจ การทำความเข้าใจรายงานทางการเงิน การโต้ตอบกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงการเขียนเอกสารธุรกิจต่างๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้คือ “หัวใจ” ของการทำงานในองค์กรญี่ปุ่น ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราต้องนำเสนอโปรเจกต์ต่อผู้บริหารชาวญี่ปุ่น หรือต้องรับโทรศัพท์จากลูกค้าคนสำคัญ การสื่อสารที่แม่นยำ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติในบริบทนั้นๆ คือสิ่งที่จะสร้างความประทับใจและนำไปสู่ความสำเร็จได้ ตัวอย่างเช่น การรู้จักใช้คำพูดที่แสดงความถ่อมตน หรือการใช้สำนวนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ (Keigo) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในวัฒนธรรมธุรกิจญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ BJT พยายามจะวัดผลอย่างละเอียด การมี BJT ในโปรไฟล์จึงไม่เพียงแสดงว่าคุณเก่งภาษา แต่ยังแสดงว่าคุณ “พร้อมทำงาน” ในสภาพแวดล้อมแบบญี่ปุ่นด้วย

2. ประสบการณ์ตรงจากการใช้ BJT ในการสมัครงาน

ตอนที่ฉันสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ตำแหน่งที่ต้องติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และลูกค้าญี่ปุ่นบ่อยๆ ฉันระบุในเรซูเม่ว่ามีผลสอบ BJT ระดับ J1 (ซึ่งเป็นระดับสูงสุด) และฉันสังเกตได้ว่าสายตาของ HR เปลี่ยนไปทันที!

เขาสนใจมากขึ้นและเริ่มถามคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ภาษาในสถานการณ์ธุรกิจ ซึ่งต่างจากตอนที่ฉันสมัครงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมากนัก และมีแต่ JLPT ที่เขาจะถามแต่เรื่องทั่วไป ฉันรู้สึกได้เลยว่า BJT มันช่วยเปิดประตูให้ฉันได้เข้าไปคุยในรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ฉันได้แสดงความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าฉันเข้าใจมารยาทและบริบททางธุรกิจของญี่ปุ่นจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากค่ะที่ความพยายามของเราได้รับการยอมรับในสิ่งที่มันควรจะเป็น

JPT: ทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการใช้งานจริง

นอกเหนือจาก JLPT และ BJT แล้ว JPT (Japanese Proficiency Test) ก็เป็นอีกหนึ่งใบรับรองที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องการวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายและต้องการความยืดหยุ่นในการสอบมากกว่า JPT อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเท่า JLPT ในประเทศไทย แต่ในบางประเทศและบางองค์กร JPT เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะเครื่องมือวัดผลที่ครอบคลุมและให้ผลคะแนนที่ละเอียด JPT จะมีลักษณะการสอบที่เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ผู้สอบสามารถนำคะแนนไปใช้ประเมินความสามารถของตนเองได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องรอผลเป็นระดับ N1, N2 เหมือน JLPT ซึ่งบางครั้งก็ใช้เวลานานและจำกัดรอบสอบมากๆ เลย

1. ข้อดีของ JPT ที่หลายคนมองข้าม

JPT มีข้อดีหลายอย่างที่น่าสนใจค่ะ อย่างแรกคือความถี่ในการจัดสอบที่บ่อยกว่า JLPT มาก ทำให้เราสามารถวางแผนการสอบได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอนานจนลืมสิ่งที่เรียนไป ประการที่สองคือรูปแบบการสอบที่เน้นความเข้าใจและการใช้งานในสถานการณ์จริง ทั้งการฟังและการอ่าน เช่น บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ประกาศสาธารณะ หรือบทความสั้นๆ ที่เจอได้ทั่วไป ทำให้การเตรียมตัวสอบ JPT เป็นเหมือนการฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริงไปในตัว และประการสุดท้ายคือระบบการให้คะแนนที่ละเอียด JPT จะให้คะแนนเป็นตัวเลขตั้งแต่ 10-990 คะแนน ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น และยังสามารถนำคะแนนไปเปรียบเทียบกับกรอบอ้างอิงทางภาษาของยุโรป (CEFR) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการวางแผนการเรียนรู้ต่อไป

2. ใครที่เหมาะกับการสอบ JPT

JPT เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง หรือผู้ที่ต้องการสมัครงานในบริษัทที่ไม่จำกัดเฉพาะใบ JLPT หรือองค์กรที่ต้องการใบรับรองภาษาญี่ปุ่นที่สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากลอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทราบจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างละเอียด เพราะ JPT จะแยกคะแนนการฟังและการอ่านออกจากกัน ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าควรจะปรับปรุงทักษะด้านใดเพิ่มเติม ฉันเคยแนะนำ JPT ให้กับน้องคนหนึ่งที่อยากไป Work and Holiday ในญี่ปุ่น เขาบอกว่า JPT ช่วยให้เขามั่นใจมากขึ้นในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพราะรูปแบบข้อสอบที่หลากหลาย ทำให้เขามองเห็นภาพรวมการใช้ภาษาได้ดีกว่าการเน้นแต่ไวยากรณ์และคันจิเพียงอย่างเดียว

Beyond Certifications: ทักษะที่ซ่อนอยู่และตลาดงานที่เปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การมีแค่ “ใบรับรอง” อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ ตลาดแรงงานในญี่ปุ่นเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องการความสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีม สิ่งที่นายจ้างมองหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่คะแนนสอบ แต่คือ “คนที่สามารถนำภาษาไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง” ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอไอเดีย การโน้มน้าวใจ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ฉันเคยมีโอกาสพูดคุยกับ HR ของบริษัทสตาร์ทอัพในโตเกียวที่กำลังมองหาคนรุ่นใหม่ เขาย้ำว่า “เราไม่สนหรอกว่าคุณมี N1 หรือ N2 ถ้าคุณพูดคุยกับลูกค้าไม่ได้ หรือไม่เข้าใจวิธีการทำงานแบบ Agile เราก็คงไม่เลือก” นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวไปข้างหน้า และเราเองก็ต้องก้าวตามให้ทัน

1. การสื่อสารที่ไม่ใช่แค่ภาษา

คำว่า “การสื่อสาร” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดภาษาญี่ปุ่นได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เท่านั้นนะคะ แต่รวมถึงการเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม การอ่านภาษากาย การตีความน้ำเสียง และการตอบสนองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้คำพูดที่สุภาพเป็นพิเศษ (Keigo) หรือเมื่อไหร่ควรใช้ภาษาที่สบายๆ เพื่อสร้างความเป็นกันเอง ทักษะเหล่านี้บางครั้งก็หาไม่ได้จากในตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่ต้องอาศัยการสังเกต การฝึกฝน และการซึมซับจากประสบการณ์จริง ตอนที่ฉันไปทำงานในญี่ปุ่นครั้งแรก ฉันยังจำได้ว่าเคยทำพลาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับมารยาททางสังคมอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นช่วยชี้แนะ ทำให้ฉันค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวได้ การมีทักษะเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้คุณ “กลมกลืน” และ “ทำงานได้อย่างราบรื่น” ในสภาพแวดล้อมแบบญี่ปุ่น

2. สร้างเครือข่ายและโอกาสที่ไม่คาดคิด

การสร้างเครือข่าย หรือที่เรียกว่า “Networking” เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ไม่ปรากฏอยู่ในใบรับรองใดๆ แต่กลับมีมูลค่ามหาศาลในโลกของการทำงาน การได้รู้จักผู้คนในหลากหลายสาขาอาชีพ การเข้าร่วมงานสัมมนา หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนแปลกหน้าในร้านกาแฟ อาจนำไปสู่โอกาสที่ไม่คาดฝันได้เสมอ เพื่อนของฉันคนหนึ่งได้งานในฝันจากการแนะนำของอาจารย์สมัยเรียนที่เคยเป็นผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงมาจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเปิดใจรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา การมีใบรับรองภาษาญี่ปุ่นที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่การมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งจะช่วยขยายขอบเขตและเปิดประตูสู่โลกที่ไม่จำกัดให้กับคุณได้มากกว่า อย่าลืมว่าบางครั้งโอกาสที่ดีที่สุดก็ไม่ได้มาจากใบสมัครงาน แต่อาจมาจากคำแนะนำจากคนรู้จักค่ะ

ความสำคัญของ “ประสบการณ์” เหนือ “ใบประกาศ”

ในฐานะคนที่คลุกคลีกับวงการภาษาญี่ปุ่นมานาน ฉันเห็นมาเยอะค่ะ ทั้งคนที่เรียนเก่ง สอบได้ N1 ตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วปรับตัวไม่ได้ กับคนที่อาจจะไม่ได้มี JLPT N1 แต่กลับประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุข สิ่งที่แยกคนสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้ชัดเจนที่สุดคือ “ประสบการณ์” ค่ะ ประสบการณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ประสบการณ์การทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิต การเผชิญหน้ากับความท้าทาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียนหรือคะแนนสอบใดๆ เลย มันคือสิ่งที่ต้องออกไปลงมือทำเอง สัมผัสเอง และเรียนรู้จากมัน

1. เรื่องเล่าจากคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่มี JLPT N1

ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ “เมย์” เธอเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแบบงูๆ ปลาๆ ไม่เคยสอบ JLPT N1 ด้วยซ้ำ แต่เธอมีความหลงใหลในศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่น (Ikebana) มาก เธอตัดสินใจไปเรียนที่โรงเรียนสอน Ikebana ในเกียวโต และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลายปี ตอนแรกเธอพูดญี่ปุ่นได้แค่ประโยคพื้นฐานเท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและใจรัก เธอพยายามสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดดอกไม้ หรือแม้แต่เรื่องราวชีวิตประจำวัน จนกระทั่งภาษาญี่ปุ่นของเธอพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เธอสามารถเปิดร้านจัดดอกไม้เล็กๆ ของตัวเองในเกียวโตได้ และมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นมากมายที่ชื่นชมในฝีมือและความพยายามของเธอ เรื่องราวของเมย์ทำให้ฉันเห็นว่า บางครั้งความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราหลงใหล และความพยายามในการสื่อสารต่างหากที่สำคัญกว่าใบรับรองใดๆ

2. เมื่อความเข้าใจวัฒนธรรมมีค่ามากกว่าคะแนนสอบ

การเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นสิ่งสำคัญมากพอๆ กับการรู้ภาษาเลยค่ะ เพราะบางครั้งการที่เราพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว แต่ไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ หรือมารยาททางสังคมที่ละเอียดอ่อน ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความไม่พอใจได้โดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น การให้เกียรติผู้ใหญ่ การเคารพกฎระเบียบ การทำงานเป็นทีม และการไม่แสดงออกถึงอารมณ์มากเกินไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากการใช้ชีวิตและสังเกตจากคนรอบข้าง ตอนที่ฉันเริ่มทำงานในบริษัทญี่ปุ่นใหม่ๆ ฉันพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น และพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันได้รับความไว้วางใจและความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานได้ดีกว่าการแค่พูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องอย่างเดียวค่ะ

เปรียบเทียบใบรับรองความสามารถภาษาญี่ปุ่นยอดนิยม

ใบรับรอง วัตถุประสงค์หลัก ทักษะที่เน้น กลุ่มเป้าหมาย การยอมรับในญี่ปุ่น
JLPT (Japanese Language Proficiency Test) วัดความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไปสำหรับการศึกษาและชีวิตประจำวัน ไวยากรณ์ คำศัพท์ คันจิ การอ่าน การฟัง นักเรียนนักศึกษา ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อหรือใช้ชีวิตในญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง ทั้งภาคการศึกษาและบางส่วนของภาคธุรกิจ
BJT (Business Japanese Proficiency Test) วัดความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจ การสื่อสารทางธุรกิจ การอ่านเอกสารธุรกิจ การเข้าใจบริบททางธุรกิจ ผู้ที่ต้องการทำงานในบริษัทญี่ปุ่น นักธุรกิจ ผู้ที่ต้องติดต่อกับชาวญี่ปุ่นในเชิงธุรกิจ เป็นที่ยอมรับและมีน้ำหนักมากในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการผู้ที่มีทักษะเฉพาะทาง
JPT (Japanese Proficiency Test) วัดความสามารถภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริงที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง การฟัง การอ่าน การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่หลากหลาย นักเรียนนักศึกษา ผู้ที่ต้องการประเมินความสามารถภาษาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ต้องการใบรับรองที่มีความยืดหยุ่นในการสอบ เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในบางองค์กรและสถาบันการศึกษาบางแห่ง เน้นความละเอียดของคะแนน

วางแผนเส้นทางภาษาญี่ปุ่นของคุณให้คุ้มค่าที่สุด

การเดินทางในเส้นทางภาษาญี่ปุ่นของเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับใบรับรองใดใบรับรองหนึ่งเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นการผสมผสานและเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์เป้าหมายของเรามากที่สุด เช่นเดียวกับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เราไม่ได้ไปแค่โตเกียวเท่านั้น แต่เราอาจจะแวะไปเกียวโต โอซาก้า หรือฮอกไกโด เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การวางแผนการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็เช่นกันค่ะ เราควรจะมองให้กว้าง มองให้ไกล และอย่าให้ความกดดันจากคนรอบข้างมาทำให้เราไขว้เขว เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้และทักษะที่เราสร้างขึ้นมา ก็คือตัวเราเองค่ะ และฉันเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่จะสร้างเส้นทางของตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ เพียงแค่เราเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด

1. ผสมผสานการสอบเพื่อสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่ง

ถ้าคุณมีเวลาและกำลังทรัพย์ การผสมผสานการสอบหลายๆ ประเภทเข้าด้วยกัน อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่งและน่าสนใจให้กับตัวเองค่ะ ตัวอย่างเช่น การมี JLPT N1 เพื่อแสดงถึงความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไปในระดับสูง ควบคู่ไปกับการมี BJT เพื่อเน้นย้ำถึงความพร้อมในการทำงานเชิงธุรกิจ หรือการสอบ JPT เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ภาษาในสถานการณ์จริงที่หลากหลาย การมีใบรับรองที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มมิติให้กับโปรไฟล์ของคุณ และแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความตั้งใจในการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ซึ่งนายจ้างหรือสถาบันการศึกษาจะมองเห็นถึงความจริงจังและความพร้อมของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาเป้าหมายในอนาคตของคุณดูนะคะว่าคุณอยากทำงานในสายไหน หรืออยากศึกษาต่อด้านใด แล้วค่อยตัดสินใจเลือกการสอบที่ตอบโจทย์ที่สุด

2. อย่าหยุดเรียนรู้: การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่นคือ “การไม่หยุดเรียนรู้” ค่ะ ไม่ว่าคุณจะมี JLPT N1 หรือไม่มีเลยก็ตาม การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ภาษาเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันเปลี่ยนแปลงและมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ การอ่านข่าวญี่ปุ่น การดูละครญี่ปุ่น การฟังเพลงญี่ปุ่น หรือแม้แต่การพูดคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นบ่อยๆ ล้วนเป็นการฝึกฝนที่สำคัญ และนอกเหนือจากภาษาแล้ว การเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราสนใจ หรือทักษะด้าน Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ คนที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาเท่านั้นที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จงมองการเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเหมือนการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด และทุกย่างก้าวที่เราเดินไปข้างหน้า ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเสมอค่ะ

JLPT: ใบเบิกทางที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับน้ำหนักของมัน

หลายคนทุ่มเทแรงกายแรงใจอ่านหนังสือเพื่อสอบ JLPT โดยเฉพาะ N1 และ N2 ด้วยความเชื่อมั่นว่านี่คือใบเบิกทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตในญี่ปุ่นราบรื่น ไม่ว่าจะด้านการเรียนหรือการทำงาน ฉันเองก็เคยคิดแบบนั้นค่ะ ตอนที่เตรียมตัวสอบ N1 ครั้งแรก ฉันกดดันตัวเองมาก เพราะเพื่อนๆ รอบข้างก็ดูจริงจังกันสุดๆ เราทุกคนต่างพร่ำบอกกันว่า “N1 เท่านั้นถึงจะพอ!” แต่พอได้เข้ามาสัมผัสโลกการทำงานและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นจริงๆ ฉันกลับพบว่ามุมมองของคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในภาคธุรกิจหรือสถาบันการศึกษาชั้นนำ ไม่ได้ยึดติดกับใบ JLPT เพียงอย่างเดียวเหมือนที่เราคิด บางครั้งใบรับรองนี้เป็นเพียง “ด่านแรก” ในการคัดกรองเท่านั้น ไม่ใช่ “ข้อตัดสินสุดท้าย” ที่จะชี้ขาดอนาคตของคุณเลย และนี่คือสิ่งที่ฉันอยากจะมาบอกเล่าจากประสบการณ์จริง ทั้งจากการพูดคุยกับ HR ชาวญี่ปุ่นโดยตรง และจากเพื่อนร่วมงานที่ประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นโดยที่ไม่ได้มี JLPT N1 ด้วยซ้ำ มันทำให้ฉันฉุกคิดว่าเราอาจจะโฟกัสผิดจุดไปหรือเปล่า

1. JLPT ไม่ใช่ทุกอย่างเสมอไปในโลกการทำงานจริง

ลองนึกภาพตามนะคะ สมมติว่าคุณมี JLPT N1 แต่เวลาสัมภาษณ์งานจริงกลับพูดติดขัด ไม่เข้าใจสำนวนธุรกิจ หรือไม่สามารถนำเสนอไอเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ นายจ้างญี่ปุ่นจะรู้สึกอย่างไร?

จากที่ฉันเคยไปร่วมงานสัมมนาเกี่ยวกับการหานักศึกษาต่างชาติเข้าทำงานในบริษัทญี่ปุ่นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคลท่านหนึ่งได้พูดไว้อย่างน่าสนใจว่า “JLPT N1 เป็นสิ่งที่ดีงามครับ มันช่วยให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าผู้สมัครมีพื้นฐานทางภาษา แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ‘ภาษาที่ใช้ได้จริง’ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การสื่อสารในทีม และความเข้าอกเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของเรา” คำพูดนี้ทำให้ฉันตาสว่างเลยค่ะ เพราะมันสะท้อนให้เห็นว่าใบรับรองเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการประยุกต์ใช้ภาษาต่างหากที่สำคัญกว่า ที่สำคัญคือหลายบริษัทโดยเฉพาะ SME ในญี่ปุ่นไม่ได้มีนโยบายให้ความสำคัญกับ JLPT สูงส่งขนาดนั้น พวกเขาต้องการคนที่พร้อมจะเข้ามาทำงานได้ทันที ไม่ใช่แค่คนที่สอบผ่านเท่านั้น

2. ความคาดหวังของนายจ้างญี่ปุ่นในยุคใหม่

ยุคนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากค่ะ นายจ้างญี่ปุ่นเองก็ปรับตัว มองหาคนที่มีทักษะหลากหลาย ไม่ใช่แค่ภาษาดีอย่างเดียว ตอนที่ฉันมีโอกาสได้ไปร่วมงาน Job Fair ที่โอซาก้า ฉันลองคุยกับตัวแทนบริษัทหลายแห่ง และพบว่าหลายบริษัทเริ่มให้ความสนใจกับ “ทักษะเฉพาะทาง” (Specialized Skills) และ “ทักษะที่อ่อนโยน” (Soft Skills) มากขึ้น เช่น ทักษะการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม (Intercultural Communication), ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving), หรือแม้กระทั่งความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว บางบริษัทถึงขั้นบอกว่า “ถ้าภาษาพอใช้ได้ แต่มีทักษะด้าน IT หรือการตลาดดิจิทัลที่แข็งแกร่ง เราก็พร้อมพิจารณา” สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า JLPT อาจเป็นแค่ก้าวแรก แต่ไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้ายในการสร้างเส้นทางอาชีพในญี่ปุ่นของเรานะคะ

เจาะลึก BJT: เมื่อภาษาญี่ปุ่นต้องแปลงเป็นเงิน

ในขณะที่ JLPT เน้นความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไป BJT หรือ Business Japanese Proficiency Test กลับมุ่งเน้นไปที่การวัดความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นในบริบททางธุรกิจโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันคิดว่ามีความสำคัญไม่แพ้กันเลย หากคุณมีเป้าหมายที่จะทำงานในบริษัทญี่ปุ่นจริงๆ เพราะการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันกับการใช้ภาษาในห้องประชุม การเจรจาธุรกิจ หรือการเขียนอีเมลทางการนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง และนี่คือจุดที่ BJT เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่ JLPT อาจยังไปไม่ถึง ตอนที่ฉันเริ่มสนใจ BJT ก็เพราะเพื่อนที่ทำงานในบริษัทเทรดดิ้งขนาดใหญ่ในญี่ปุ่นคนหนึ่งแนะนำ เขาบอกว่า “ถ้าอยากให้ญี่ปุ่นเห็นว่าเราจริงจังกับงาน BJT จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากกว่า JLPT สำหรับงานสายธุรกิจโดยตรง” หลังจากนั้นฉันก็เริ่มศึกษาและพบว่ามันมีประโยชน์มากจริงๆ ค่ะ

1. ทำไม BJT จึงเป็นที่ต้องการในแวดวงธุรกิจ

BJT วัดความสามารถในการเข้าใจและการใช้ภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์ทางธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่การอ่านข่าวธุรกิจ การทำความเข้าใจรายงานทางการเงิน การโต้ตอบกับลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงการเขียนเอกสารธุรกิจต่างๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้คือ “หัวใจ” ของการทำงานในองค์กรญี่ปุ่น ลองคิดดูสิคะ เวลาที่เราต้องนำเสนอโปรเจกต์ต่อผู้บริหารชาวญี่ปุ่น หรือต้องรับโทรศัพท์จากลูกค้าคนสำคัญ การสื่อสารที่แม่นยำ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม และใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมชาติในบริบทนั้นๆ คือสิ่งที่จะสร้างความประทับใจและนำไปสู่ความสำเร็จได้ ตัวอย่างเช่น การรู้จักใช้คำพูดที่แสดงความถ่อมตน หรือการใช้สำนวนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ (Keigo) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากในวัฒนธรรมธุรกิจญี่ปุ่น และเป็นสิ่งที่ BJT พยายามจะวัดผลอย่างละเอียด การมี BJT ในโปรไฟล์จึงไม่เพียงแสดงว่าคุณเก่งภาษา แต่ยังแสดงว่าคุณ “พร้อมทำงาน” ในสภาพแวดล้อมแบบญี่ปุ่นด้วย

2. ประสบการณ์ตรงจากการใช้ BJT ในการสมัครงาน

ตอนที่ฉันสมัครงานในบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง ตำแหน่งที่ต้องติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และลูกค้าญี่ปุ่นบ่อยๆ ฉันระบุในเรซูเม่ว่ามีผลสอบ BJT ระดับ J1 (ซึ่งเป็นระดับสูงสุด) และฉันสังเกตได้ว่าสายตาของ HR เปลี่ยนไปทันที!

เขาสนใจมากขึ้นและเริ่มถามคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ภาษาในสถานการณ์ธุรกิจ ซึ่งต่างจากตอนที่ฉันสมัครงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมากนัก และมีแต่ JLPT ที่เขาจะถามแต่เรื่องทั่วไป ฉันรู้สึกได้เลยว่า BJT มันช่วยเปิดประตูให้ฉันได้เข้าไปคุยในรายละเอียดมากขึ้น ทำให้ฉันได้แสดงความสามารถของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่ยังแสดงให้เห็นว่าฉันเข้าใจมารยาทและบริบททางธุรกิจของญี่ปุ่นจริงๆ มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากค่ะที่ความพยายามของเราได้รับการยอมรับในสิ่งที่มันควรจะเป็น

JPT: ทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นและการใช้งานจริง

นอกเหนือจาก JLPT และ BJT แล้ว JPT (Japanese Proficiency Test) ก็เป็นอีกหนึ่งใบรับรองที่เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ต้องการวัดระดับภาษาญี่ปุ่นเพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลายและต้องการความยืดหยุ่นในการสอบมากกว่า JPT อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักกว้างขวางเท่า JLPT ในประเทศไทย แต่ในบางประเทศและบางองค์กร JPT เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะเครื่องมือวัดผลที่ครอบคลุมและให้ผลคะแนนที่ละเอียด JPT จะมีลักษณะการสอบที่เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่หลากหลาย ทำให้ผู้สอบสามารถนำคะแนนไปใช้ประเมินความสามารถของตนเองได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องรอผลเป็นระดับ N1, N2 เหมือน JLPT ซึ่งบางครั้งก็ใช้เวลานานและจำกัดรอบสอบมากๆ เลย

1. ข้อดีของ JPT ที่หลายคนมองข้าม

JPT มีข้อดีหลายอย่างที่น่าสนใจค่ะ อย่างแรกคือความถี่ในการจัดสอบที่บ่อยกว่า JLPT มาก ทำให้เราสามารถวางแผนการสอบได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องรอนานจนลืมสิ่งที่เรียนไป ประการที่สองคือรูปแบบการสอบที่เน้นความเข้าใจและการใช้งานในสถานการณ์จริง ทั้งการฟังและการอ่าน เช่น บทสนทนาในชีวิตประจำวัน ประกาศสาธารณะ หรือบทความสั้นๆ ที่เจอได้ทั่วไป ทำให้การเตรียมตัวสอบ JPT เป็นเหมือนการฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นในชีวิตจริงไปในตัว และประการสุดท้ายคือระบบการให้คะแนนที่ละเอียด JPT จะให้คะแนนเป็นตัวเลขตั้งแต่ 10-990 คะแนน ทำให้เราเห็นความก้าวหน้าของตัวเองได้อย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ผ่านหรือไม่ผ่านเท่านั้น และยังสามารถนำคะแนนไปเปรียบเทียบกับกรอบอ้างอิงทางภาษาของยุโรป (CEFR) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการวางแผนการเรียนรู้ต่อไป

2. ใครที่เหมาะกับการสอบ JPT

JPT เหมาะสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นเพื่อประเมินตนเองอย่างต่อเนื่อง หรือผู้ที่ต้องการสมัครงานในบริษัทที่ไม่จำกัดเฉพาะใบ JLPT หรือองค์กรที่ต้องการใบรับรองภาษาญี่ปุ่นที่สามารถเทียบเคียงกับมาตรฐานสากลอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการทราบจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเองได้อย่างละเอียด เพราะ JPT จะแยกคะแนนการฟังและการอ่านออกจากกัน ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าควรจะปรับปรุงทักษะด้านใดเพิ่มเติม ฉันเคยแนะนำ JPT ให้กับน้องคนหนึ่งที่อยากไป Work and Holiday ในญี่ปุ่น เขาบอกว่า JPT ช่วยให้เขามั่นใจมากขึ้นในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เพราะรูปแบบข้อสอบที่หลากหลาย ทำให้เขามองเห็นภาพรวมการใช้ภาษาได้ดีกว่าการเน้นแต่ไวยากรณ์และคันจิเพียงอย่างเดียว

Beyond Certifications: ทักษะที่ซ่อนอยู่และตลาดงานที่เปลี่ยนแปลง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าและเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น การมีแค่ “ใบรับรอง” อาจไม่เพียงพออีกต่อไปแล้วค่ะ ตลาดแรงงานในญี่ปุ่นเองก็กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในสายงานที่ต้องการความสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกันเป็นทีม สิ่งที่นายจ้างมองหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่คะแนนสอบ แต่คือ “คนที่สามารถนำภาษาไปใช้สร้างคุณค่าได้จริง” ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอไอเดีย การโน้มน้าวใจ หรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ฉันเคยมีโอกาสพูดคุยกับ HR ของบริษัทสตาร์ทอัพในโตเกียวที่กำลังมองหาคนรุ่นใหม่ เขาย้ำว่า “เราไม่สนหรอกว่าคุณมี N1 หรือ N2 ถ้าคุณพูดคุยกับลูกค้าไม่ได้ หรือไม่เข้าใจวิธีการทำงานแบบ Agile เราก็คงไม่เลือก” นี่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่าโลกกำลังก้าวไปข้างหน้า และเราเองก็ต้องก้าวตามให้ทัน

1. การสื่อสารที่ไม่ใช่แค่ภาษา

คำว่า “การสื่อสาร” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การพูดภาษาญี่ปุ่นได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เท่านั้นนะคะ แต่รวมถึงการเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม การอ่านภาษากาย การตีความน้ำเสียง และการตอบสนองที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้คำพูดที่สุภาพเป็นพิเศษ (Keigo) หรือเมื่อไหร่ควรใช้ภาษาที่สบายๆ เพื่อสร้างความเป็นกันเอง ทักษะเหล่านี้บางครั้งก็หาไม่ได้จากในตำราเรียนภาษาญี่ปุ่นค่ะ แต่ต้องอาศัยการสังเกต การฝึกฝน และการซึมซับจากประสบการณ์จริง ตอนที่ฉันไปทำงานในญี่ปุ่นครั้งแรก ฉันยังจำได้ว่าเคยทำพลาดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับมารยาททางสังคมอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นช่วยชี้แนะ ทำให้ฉันค่อยๆ เรียนรู้และปรับตัวได้ การมีทักษะเหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้คุณ “กลมกลืน” และ “ทำงานได้อย่างราบรื่น” ในสภาพแวดล้อมแบบญี่ปุ่น

2. สร้างเครือข่ายและโอกาสที่ไม่คาดคิด

การสร้างเครือข่าย หรือที่เรียกว่า “Networking” เป็นอีกหนึ่งทักษะที่ไม่ปรากฏอยู่ในใบรับรองใดๆ แต่กลับมีมูลค่ามหาศาลในโลกของการทำงาน การได้รู้จักผู้คนในหลากหลายสาขาอาชีพ การเข้าร่วมงานสัมมนา หรือแม้แต่การพูดคุยกับคนแปลกหน้าในร้านกาแฟ อาจนำไปสู่โอกาสที่ไม่คาดฝันได้เสมอ เพื่อนของฉันคนหนึ่งได้งานในฝันจากการแนะนำของอาจารย์สมัยเรียนที่เคยเป็นผู้จัดการในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงมาจากการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและเปิดใจรับโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามา การมีใบรับรองภาษาญี่ปุ่นที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่การมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งจะช่วยขยายขอบเขตและเปิดประตูสู่โลกที่ไม่จำกัดให้กับคุณได้มากกว่า อย่าลืมว่าบางครั้งโอกาสที่ดีที่สุดก็ไม่ได้มาจากใบสมัครงาน แต่อาจมาจากคำแนะนำจากคนรู้จักค่ะ

ความสำคัญของ “ประสบการณ์” เหนือ “ใบประกาศ”

ในฐานะคนที่คลุกคลีกับวงการภาษาญี่ปุ่นมานาน ฉันเห็นมาเยอะค่ะ ทั้งคนที่เรียนเก่ง สอบได้ N1 ตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นแล้วปรับตัวไม่ได้ กับคนที่อาจจะไม่ได้มี JLPT N1 แต่กลับประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและใช้ชีวิตในญี่ปุ่นได้อย่างมีความสุข สิ่งที่แยกคนสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้ชัดเจนที่สุดคือ “ประสบการณ์” ค่ะ ประสบการณ์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่ประสบการณ์การทำงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ชีวิต การเผชิญหน้ากับความท้าทาย การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการเรียนรู้จากความผิดพลาด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียนหรือคะแนนสอบใดๆ เลย มันคือสิ่งที่ต้องออกไปลงมือทำเอง สัมผัสเอง และเรียนรู้จากมัน

1. เรื่องเล่าจากคนที่ประสบความสำเร็จโดยไม่มี JLPT N1

ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อ “เมย์” เธอเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแบบงูๆ ปลาๆ ไม่เคยสอบ JLPT N1 ด้วยซ้ำ แต่เธอมีความหลงใหลในศิลปะการจัดดอกไม้ของญี่ปุ่น (Ikebana) มาก เธอตัดสินใจไปเรียนที่โรงเรียนสอน Ikebana ในเกียวโต และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลายปี ตอนแรกเธอพูดญี่ปุ่นได้แค่ประโยคพื้นฐานเท่านั้น แต่ด้วยความมุ่งมั่นและใจรัก เธอพยายามสื่อสารกับอาจารย์และเพื่อนร่วมชั้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดดอกไม้ หรือแม้แต่เรื่องราวชีวิตประจำวัน จนกระทั่งภาษาญี่ปุ่นของเธอพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด เธอสามารถเปิดร้านจัดดอกไม้เล็กๆ ของตัวเองในเกียวโตได้ และมีลูกค้าชาวญี่ปุ่นมากมายที่ชื่นชมในฝีมือและความพยายามของเธอ เรื่องราวของเมย์ทำให้ฉันเห็นว่า บางครั้งความเชี่ยวชาญในสิ่งที่เราหลงใหล และความพยายามในการสื่อสารต่างหากที่สำคัญกว่าใบรับรองใดๆ

2. เมื่อความเข้าใจวัฒนธรรมมีค่ามากกว่าคะแนนสอบ

การเข้าใจวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นสิ่งสำคัญมากพอๆ กับการรู้ภาษาเลยค่ะ เพราะบางครั้งการที่เราพูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องแคล่ว แต่ไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติ หรือมารยาททางสังคมที่ละเอียดอ่อน ก็อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความไม่พอใจได้โดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น การให้เกียรติผู้ใหญ่ การเคารพกฎระเบียบ การทำงานเป็นทีม และการไม่แสดงออกถึงอารมณ์มากเกินไป สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากการใช้ชีวิตและสังเกตจากคนรอบข้าง ตอนที่ฉันเริ่มทำงานในบริษัทญี่ปุ่นใหม่ๆ ฉันพยายามที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น และพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กรอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ฉันได้รับความไว้วางใจและความร่วมมือจากเพื่อนร่วมงานได้ดีกว่าการแค่พูดภาษาญี่ปุ่นได้คล่องอย่างเดียวค่ะ

เปรียบเทียบใบรับรองความสามารถภาษาญี่ปุ่นยอดนิยม

ใบรับรอง วัตถุประสงค์หลัก ทักษะที่เน้น กลุ่มเป้าหมาย การยอมรับในญี่ปุ่น
JLPT (Japanese Language Proficiency Test) วัดความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไปสำหรับการศึกษาและชีวิตประจำวัน ไวยากรณ์ คำศัพท์ คันจิ การอ่าน การฟัง นักเรียนนักศึกษา ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อหรือใช้ชีวิตในญี่ปุ่น เป็นที่รู้จักและยอมรับในวงกว้าง ทั้งภาคการศึกษาและบางส่วนของภาคธุรกิจ
BJT (Business Japanese Proficiency Test) วัดความสามารถในการใช้ภาษาญี่ปุ่นเชิงธุรกิจ การสื่อสารทางธุรกิจ การอ่านเอกสารธุรกิจ การเข้าใจบริบททางธุรกิจ ผู้ที่ต้องการทำงานในบริษัทญี่ปุ่น นักธุรกิจ ผู้ที่ต้องติดต่อกับชาวญี่ปุ่นในเชิงธุรกิจ เป็นที่ยอมรับและมีน้ำหนักมากในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการผู้ที่มีทักษะเฉพาะทาง
JPT (Japanese Proficiency Test) วัดความสามารถภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริงที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง การฟัง การอ่าน การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันและสถานการณ์ที่หลากหลาย นักเรียนนักศึกษา ผู้ที่ต้องการประเมินความสามารถภาษาญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ต้องการใบรับรองที่มีความยืดหยุ่นในการสอบ เริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในบางองค์กรและสถาบันการศึกษาบางแห่ง เน้นความละเอียดของคะแนน

วางแผนเส้นทางภาษาญี่ปุ่นของคุณให้คุ้มค่าที่สุด

การเดินทางในเส้นทางภาษาญี่ปุ่นของเราไม่จำเป็นต้องยึดติดกับใบรับรองใดใบรับรองหนึ่งเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เป็นการผสมผสานและเลือกสิ่งที่ตอบโจทย์เป้าหมายของเรามากที่สุด เช่นเดียวกับการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น เราไม่ได้ไปแค่โตเกียวเท่านั้น แต่เราอาจจะแวะไปเกียวโต โอซาก้า หรือฮอกไกโด เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่แตกต่างกัน การวางแผนการเรียนภาษาญี่ปุ่นก็เช่นกันค่ะ เราควรจะมองให้กว้าง มองให้ไกล และอย่าให้ความกดดันจากคนรอบข้างมาทำให้เราไขว้เขว เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนที่จะได้ใช้ประโยชน์จากความรู้และทักษะที่เราสร้างขึ้นมา ก็คือตัวเราเองค่ะ และฉันเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถที่จะสร้างเส้นทางของตัวเองให้ประสบความสำเร็จได้ เพียงแค่เราเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับตัวเรามากที่สุด

1. ผสมผสานการสอบเพื่อสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่ง

ถ้าคุณมีเวลาและกำลังทรัพย์ การผสมผสานการสอบหลายๆ ประเภทเข้าด้วยกัน อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างโปรไฟล์ที่แข็งแกร่งและน่าสนใจให้กับตัวเองค่ะ ตัวอย่างเช่น การมี JLPT N1 เพื่อแสดงถึงความรู้ภาษาญี่ปุ่นทั่วไปในระดับสูง ควบคู่ไปกับการมี BJT เพื่อเน้นย้ำถึงความพร้อมในการทำงานเชิงธุรกิจ หรือการสอบ JPT เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการใช้ภาษาในสถานการณ์จริงที่หลากหลาย การมีใบรับรองที่หลากหลายจะช่วยเพิ่มมิติให้กับโปรไฟล์ของคุณ และแสดงให้เห็นถึงความพยายามและความตั้งใจในการพัฒนาภาษาญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ซึ่งนายจ้างหรือสถาบันการศึกษาจะมองเห็นถึงความจริงจังและความพร้อมของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองพิจารณาเป้าหมายในอนาคตของคุณดูนะคะว่าคุณอยากทำงานในสายไหน หรืออยากศึกษาต่อด้านใด แล้วค่อยตัดสินใจเลือกการสอบที่ตอบโจทย์ที่สุด

2. อย่าหยุดเรียนรู้: การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สิ่งสำคัญที่สุดในการเรียนภาษาญี่ปุ่นคือ “การไม่หยุดเรียนรู้” ค่ะ ไม่ว่าคุณจะมี JLPT N1 หรือไม่มีเลยก็ตาม การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องคือกุญแจสู่ความสำเร็จ ภาษาเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันเปลี่ยนแปลงและมีวิวัฒนาการอยู่เสมอ การอ่านข่าวญี่ปุ่น การดูละครญี่ปุ่น การฟังเพลงญี่ปุ่น หรือแม้แต่การพูดคุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นบ่อยๆ ล้วนเป็นการฝึกฝนที่สำคัญ และนอกเหนือจากภาษาแล้ว การเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่เราสนใจ หรือทักษะด้าน Soft Skills ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนี้ คนที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลาเท่านั้นที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน จงมองการเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเหมือนการเดินทางที่ไม่มีวันสิ้นสุด และทุกย่างก้าวที่เราเดินไปข้างหน้า ล้วนเป็นประสบการณ์ที่มีค่าที่ทำให้เราเติบโตขึ้นเสมอค่ะ

บทสรุป

ภาษาญี่ปุ่นไม่ใช่แค่การสอบผ่านใบรับรอง แต่คือการเดินทางของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดค่ะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้คุณได้เห็นว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จในญี่ปุ่นนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คะแนน JLPT N1 เท่านั้นนะคะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณได้เรียนรู้ ฝึกฝน และนำภาษาญี่ปุ่นไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติในชีวิตจริงและในหน้าที่การงาน ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนรู้ และสร้างเส้นทางภาษาญี่ปุ่นของตัวเองให้คุ้มค่าที่สุดค่ะ

ข้อมูลน่ารู้

1. อย่ากลัวที่จะสื่อสารผิดพลาด คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เข้าใจและพร้อมช่วยเหลือถ้าคุณพยายามพูดคุยกับพวกเขา การลงมือทำจริงสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ

2. มองหาโอกาสในการทำงานพาร์ทไทม์หรือเข้าร่วมชมรมต่างๆ ในญี่ปุ่น เพื่อฝึกฝนภาษาและเรียนรู้วัฒนธรรมในสถานการณ์จริง

3. เรียนรู้ Keigo (คำสุภาพ) และมารยาททางธุรกิจของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในองค์กรญี่ปุ่นและสร้างความประทับใจ

4. ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูลออนไลน์ เช่น YouTube, Podcast หรือแอปพลิเคชันสอนภาษา เพื่อเสริมทักษะในด้านที่คุณยังไม่ถนัด

5. สร้างเครือข่ายกับคนญี่ปุ่นหรือคนต่างชาติที่ทำงานในญี่ปุ่น พวกเขาอาจเป็นที่ปรึกษาที่ดีและเป็นประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่คุณคาดไม่ถึง

สรุปประเด็นสำคัญ

ใบรับรองภาษาญี่ปุ่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ไม่ใช่ข้อตัดสินสุดท้ายในอนาคตของคุณ

ทักษะการสื่อสารที่ใช้งานได้จริง ความเข้าใจวัฒนธรรม และทักษะเฉพาะทางมีค่าน้ำหนักสูงมากในตลาดงานปัจจุบัน

BJT และ JPT เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการวัดผลที่เน้นการใช้งานจริงและสร้างความโดดเด่นในสายอาชีพ

ประสบการณ์ตรงและการเรียนรู้ตลอดชีวิตคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการประสบความสำเร็จในญี่ปุ่น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ใบรับรอง JLPT ที่เราทุ่มเทอ่านหนังสือกันมานาน แท้จริงแล้วมันสำคัญแค่ไหนในสายตานายจ้างญี่ปุ่น หรือสถาบันการศึกษาชื่อดังกันแน่คะ และในยุคนี้มีอะไรที่สำคัญยิ่งกว่าใบรับรองนี้อีกไหม?

ตอบ: จริงๆ แล้วจากที่ฉันได้คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มานานนะคะ JLPT เนี่ยมันก็ยังเป็นใบเบิกทางที่ดีค่ะ โดยเฉพาะ N1 หรือ N2 คือมันแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของเราในการเรียนภาษาญี่ปุ่นได้ชัดเจนเลยนะ แต่ในโลกการทำงานปัจจุบันที่ญี่ปุ่นเปลี่ยนไปเร็วมาก บริษัทญี่ปุ่นยุคใหม่ โดยเฉพาะพวก Start-up หรือบริษัทที่มีแนวคิดก้าวหน้า เขาไม่ได้มองแค่ว่าคุณมีใบรับรองอะไรค่ะ แต่เขาอยากเห็นว่า “คุณใช้ภาษาญี่ปุ่นได้จริงไหม” “สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่นได้คล่องหรือเปล่า” หรือ “ทำงานร่วมกับทีมได้ดีแค่ไหน” คือทักษะที่ใช้ได้จริงในสถานการณ์ต่างๆ มีมูลค่าไม่แพ้กระดาษเลยค่ะ บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำไปในสายตาของนายจ้างยุคใหม่

ถาม: ใบรับรองภาษาญี่ปุ่นอย่าง JLPT, BJT และ JPT แตกต่างกันอย่างไรในเชิงการใช้งานจริง โดยเฉพาะในสายงานอาชีพที่ญี่ปุ่น?

ตอบ: โอ้โห คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตเลยค่ะ! จากประสบการณ์ที่ได้คุยกับเพื่อนร่วมงานชาวญี่ปุ่น หรือรุ่นพี่ที่ไปเรียนต่อ/ทำงานมาเยอะๆ นะคะ JLPT เนี่ยจะเน้นภาพรวมของไวยากรณ์ คำศัพท์ การอ่าน การฟังเป็นหลักค่ะ เหมาะกับการวัดระดับความสามารถทางภาษาโดยทั่วไป หรือใช้สมัครเรียนต่อในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่นได้ดี แต่ถ้าพูดถึง BJT หรือ Business Japanese Proficiency Test เนี่ย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ธุรกิจ” ค่ะ ข้อสอบจะเน้นสถานการณ์ในที่ทำงาน การสื่อสารเชิงธุรกิจ การเขียนอีเมล การนำเสนอ ซึ่งตรงกับความต้องการของบริษัทที่มองหาคนที่มาทำงานได้จริง พูดง่ายๆ คือถ้า JLPT คือรู้ภาษา แต่ BJT คือ “ใช้ภาษาทำงานได้” ส่วน JPT ก็จะเป็นอีกตัวเลือกที่วัดทักษะในภาพรวมคล้าย JLPT ค่ะ แต่เขาเน้นความเร็วและความแม่นยำในการทำข้อสอบมากกว่า หลายบริษัทที่ต้องการคัดคนเข้าทำงานเร็วๆ ก็อาจจะดูคะแนน JPT ประกอบด้วยเหมือนกันค่ะ

ถาม: ในยุคที่ทักษะการใช้งานจริงสำคัญขึ้นเรื่อยๆ เราควรวางแผนเส้นทางการเรียนภาษาญี่ปุ่นของเราอย่างไรให้ “คุ้มค่า” และ “ตอบโจทย์” โอกาสในอนาคตมากที่สุด?

ตอบ: สำหรับคำถามนี้ ฉันอยากแนะนำแบบนี้ค่ะ ว่าเราต้อง “มองไปข้างหน้า” มากกว่าแค่ “มองที่ใบรับรอง” นะคะ ก่อนอื่นเลย ให้ลองถามตัวเองดูก่อนว่า เราอยากใช้ภาษาญี่ปุ่นไปทำอะไร?
อยากทำงานสายไหน? ถ้าเป้าหมายคือการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นจริงๆ หรือต้องใช้ภาษาในการสื่อสารเชิงธุรกิจ ฉันอยากให้ทุกคนลองศึกษา BJT เพิ่มเติม หรือฝึกฝนทักษะการพูดคุยในสถานการณ์จริงเยอะๆ เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการ Role Play, การฝึกพรีเซนต์งาน หรือแม้แต่การคุยกับคนญี่ปุ่นจริงๆ ในชีวิตประจำวัน หรือผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เพราะนายจ้างจะประทับใจมาก ถ้าเราแสดงให้เห็นได้ว่า นอกจากความรู้ในตำราแล้ว เรายังสามารถปรับตัวและใช้ภาษาได้จริงในโลกของการทำงาน การมีใบรับรองมันดีค่ะ แต่การมีทักษะที่ใช้ได้จริง “สำคัญกว่า” และจะทำให้เราไปได้ไกลกว่าในอนาคตแน่นอนค่ะ สู้ๆ นะคะ!

📚 อ้างอิง